ความเป็นมา โดย ว. วชิรเมธี


นิทรรศการในครั้งนี้มีความสำคัญหลายประการ 

 

ประการที่ 1 ย่างก้าวประวัติศาสตร์ของศิลปิน ผู้สร้างสรรค์งานที่รับใช้ประเทศชาติและประชาชนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในครั้งนี้อาจารย์เจาะจงไปที่ “พระแม่โพสพ และ เมล็ดข้าว” เพราะมีแรงบันดาลใจต้องการส่งเสริมพี่น้องชาวนาให้มีฐานะที่ดีกว่าทุกวันนี้ พี่น้องชาวนาไทยเราทำงานหนักกว่าที่ใดในโลก แต่ไม่มีใครช่วยเลย อาจารย์จึงเห็นว่าทั้งๆ ที่พระแม่โพสพอยู่ข้างๆ ชาวนาแต่ทำไมชาวนายังคงลำบาก ฉะนั้นนิทรรศการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสถานภาพของชาวไร่ชาวนาให้ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีในสังคม สมกับทำงานเลี้ยงคนทั้งแผ่นดิน 

 

ประการที่ 2 อาจารย์ รศ.ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ จะต่อยอดชิ้นงานศิลปะเหล่านี้เป็นเหรียญมงคลที่ระลึกจากประติมากรรมที่ไปได้รางวัลระดับนานาชาติ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องการให้งานเหล่านี้หรือข่าวสารที่เป็นมงคล ส่งถึงคนให้กว้างขว้างที่สุด เพื่อให้คนตื่นรู้มากที่สุด ได้หันกลับมาดูแลชาวนาชาวไร่ของเรา ขณะเดียวกัน ชาวนาซึ่งผูกพันกับข้าวผูกพันกับพระแม่โพสพ ยังมีบุคคลที่ยอดเยี่ยมในประเทศของเรา คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเป็นพระธรรมราชาแห่งนาข้าวที่ลงมาดำนาด้วยพระองค์เอง สะท้อนให้เห็นว่าแท้ที่จริงพระองค์อยากดำนาหรือเปล่า แต่เปล่าเลย พระองค์ต้องการให้ความสำคัญต่อชาวไร่ชาวนา เพราะฉะนั้นเหรียญเกียรติคุณ เหรียญที่ระลึกเหล่านี้ ต้องการให้บุคคลทั่วไปได้เห็นคุณค่าของชาวไร่ชาวนา มงคลเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อชาวไร่ชาวนาเราได้รับการยกย่อง ส่งเสริมและหายจากความลำบากยากจนโดยทั่วหน้ากัน 

 

ประการที่ 3 ในฐานะที่อาจารย์สุวัฒน์เติบโตมากับวัดกับพระ ซึ่งผลงานของอาจารย์ไม่มีชิ้นไหนเลยที่ไม่มีนัยทางธรรม แม้แต่งานที่ส่งไปประกวดในระดับโลก ท่ามกลางนักวิจัย นักสร้างสรรค์และศิลปินทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ ได้รับรางวัล ทำไมงานของอาจารย์ถึงได้รับรางวัลระดับโลก เพราะงานของอาจารย์ไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่เป็นงานที่ลุ่มลึก คือ อาจารย์ท่านทำเรื่องพระแม่โพสพ เป็นงานวิจัยที่รวบรวมเทพแห่งข้าวทั่วโลกมาไว้ในที่เดียวกันและถ่ายทอด เมื่ออาจารย์มีชื่อเสียง มีความสุข มีความเจริญ และความสำเร็จ อาตมาคิดว่าอาจารย์คงคิดว่า “น้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ คนล้วนมีที่มา” อาจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์อยากช่วยชาวนาอยากรับใช้แผ่นดิน อาจารย์จึงได้มาหารือกับอาตมา  อาตมาจึงบอกว่าที่ไร่เชิญตะวันได้ช่วยชาวนา และเกษตรกรที่ยากจน ก่อตั้งเป็นโรงเรียนชาวนา พุทธเศรษฐศาสตร์ขึ้นมา นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9  ธรรมะของพุทธเจ้าที่สอนให้รู้จักการทำมาหากินมาร่วมกัน แล้วเปิดเป็นโรงเรียนสอนชาวไร่ชาวนา ให้ทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตลอดเวลามีคนเข้ามาเรียนรู้มากมาย ทั้งคนไทยและต่างชาติ คณะดูงานปีหนึ่งกว่า 100 คณะ โดยทั้งหมดนั้นไม่มีที่พักเป็นหลักเป็นฐาน ส่วนใหญ่มานอนห้องพัก เป็นอาคารชั่วคราว เสายังทำจากไม้ยูคาลิปตัส บางคนที่มายังนอนเต็นท์ เลยอยากชวนอาจารย์สุวัฒน์มาช่วยชาวนามารับใช้ ทดแทนคุณแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวของเราด้วยการสร้างห้องพัก ให้ทั้งนักเรียนชาวนา และผู้ปฎิบัติธรรมด้วยกันดีกว่า 

 

          เมื่ออาจารย์เห็นดีเห็นงามตามแนวคิดที่ได้สนทนากัน อาตมาได้เจริญพรผู้บริหารระดับสูงของ ธ.ก.ส. โดยทางธนาคารได้ทำโครงการกับอาจารย์ที่ไร่เชิญตะวันด้วย เพราะฉะนั้นทุกท่าน ทุกคน ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ว่างานศิลปะครั้งนี้นั้นนอกจากจะเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญของศิลปินแล้ว ยังสื่อความหมายให้คนไทยทั่วประเทศ หันมาร่วมส่งเสริมสถานะภาพของชาวนาแล้ว ยังต้องการภาวะวัตถุ ภาวะสถาน ไว้ในพระบวรพระพุทธศาสนา และน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9  พระองค์ผู้ทรงเป็นธรรมราชาแห่งนาข้าวต่อไป จึงมีการจัดนิทรรศการโพสพาญชลี : คุณพระแม่โพศรีเทวนารีแห่งนาข้าว นี้ขึ้นมา ในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ณ หอศิลป์ ธนาคาร ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน เวลา 15.00 – 18.00 น. โดยประมาณ ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวเหรียญพระแม่โพสพ ยั่งยืน : มั่งมีศรีสุข ในวาระและโอกาสนี้ด้วย

 

ว. วชิรเมธี

(พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี)

ไร่เชิญตะวัน